หจก. เดอะ เพอเฟ็ค เลเบล แอนด์ บาร์โค๊ด

314

ระบบ WMS (Warehouse Management System) ทำงานร่วมกับบาร์โค้ดอย่างไร

คลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพต้องรู้มากกว่าว่า “มีสินค้าเหลือกี่ชิ้น” แต่ต้องตอบได้ด้วยว่าสินค้าอยู่ตรงไหน อยู่ในสถานะใด เป็นล็อตอะไร และควรหยิบรายการใดออกไปก่อน หากข้อมูลเหล่านี้ไม่สัมพันธ์กับสินค้าที่อยู่จริง พนักงานอาจต้องเสียเวลาเดินค้นหา ตรวจนับซ้ำ หรือแก้ไขรายการส่งผิด แม้ว่าจะมีสินค้าเพียงพอสำหรับคำสั่งซื้อก็ตาม

ระบบ WMS หรือ Warehouse Management System ช่วยจัดการกระบวนการทำงานภายในคลัง ตั้งแต่รับสินค้าเข้ามา กำหนดตำแหน่งจัดเก็บ มอบหมายงานหยิบ ไปจนถึงเตรียมส่งออก ส่วนบาร์โค้ดทำหน้าที่ช่วยระบุสิ่งที่พนักงานกำลังปฏิบัติงานด้วย เช่น สินค้า กล่อง พาเลต และตำแหน่งจัดเก็บ

เมื่อทั้งสองส่วนทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม การเคลื่อนย้ายสินค้าจะมีข้อมูลอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ ช่วยให้ระบบเปรียบเทียบสิ่งที่ควรเกิดขึ้นกับสิ่งที่พนักงานยืนยันหน้างาน และลดการบันทึกข้อมูลด้วยมือ

WMS คืออะไร และช่วยจัดการคลังอย่างไร?

WMS คือระบบซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมและติดตามงานภายในคลังสินค้า โดยความสามารถแตกต่างกันตามโปรแกรมและการตั้งค่า เช่น การจัดการตำแหน่งสินค้า การติดตามล็อต การกำหนดเส้นทางหยิบ และการตรวจนับสต็อก

ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสต็อกพื้นฐานอาจแสดงว่าสินค้ารหัสหนึ่งเหลือ 500 ชิ้น แต่ WMS ที่รองรับการจัดการตำแหน่งสามารถแยกข้อมูลเพิ่มเติมได้ว่า 300 ชิ้นอยู่ในพื้นที่สำรอง 150 ชิ้นอยู่ในชั้นหยิบ และอีก 50 ชิ้นอยู่ในพื้นที่รอตรวจสอบคุณภาพ

การแยกข้อมูลเช่นนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้ว่า สินค้าส่วนใดพร้อมใช้กับคำสั่งซื้อ และส่วนใดยังไม่ควรนำออกไปขาย แม้ว่าสินค้าทั้งหมดจะอยู่ภายในคลังเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ชื่อเรียกโปรแกรมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันความสามารถทั้งหมด ก่อนเลือกใช้ควรตรวจว่าระบบรองรับขั้นตอนที่ธุรกิจต้องการจริงหรือไม่ รวมถึงเชื่อมต่อกับระบบขาย ระบบจัดซื้อ หรือ ERP ได้อย่างไร

บาร์โค้ดทำหน้าที่อะไรในระบบ WMS?

บาร์โค้ดเป็นเครื่องมือสำหรับบันทึกและอ่านรหัสอ้างอิงอย่างรวดเร็ว เมื่อพนักงานสแกนรหัส เครื่องอ่านจะส่งข้อมูลให้โปรแกรม จากนั้น WMS จึงนำข้อมูลไปค้นหา เปรียบเทียบ และดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้

การทำงานจึงประกอบด้วยสามส่วนสำคัญ ได้แก่ รหัสที่ระบุสิ่งของ อุปกรณ์ที่อ่านรหัส และซอฟต์แวร์ที่ตีความข้อมูลในบริบทของงาน

ตัวอย่างเช่น การสแกนสินค้าชิ้นเดียวกันในหน้ารับเข้า อาจใช้ยืนยันรายการที่กำลังรับจากผู้ขาย แต่หากสแกนในหน้าหยิบสินค้า ระบบอาจใช้ตรวจว่ารายการนั้นตรงกับคำสั่งซื้อหรือไม่

ดังนั้น บาร์โค้ดไม่ได้กำหนดเองว่าสินค้าต้องเพิ่มหรือลดจากสต็อก การเปลี่ยนยอดขึ้นอยู่กับประเภทงาน จำนวน สถานะ และเงื่อนไขที่โปรแกรมใช้บันทึกรายการนั้น

รหัสที่ใช้ในคลังไม่ได้มีเฉพาะรหัสสินค้า

การทำงานของ WMS อาจใช้บาร์โค้ดหลายประเภทควบคู่กัน โดยแต่ละรหัสตอบคำถามต่างกัน

รหัสอ้างอิง ใช้ระบุอะไร ตัวอย่างการใช้งาน
รหัสสินค้า เป็นสินค้ารายการใด ตรวจว่ารับหรือหยิบสินค้าถูกชนิด
รหัสตำแหน่ง เป็นพื้นที่จัดเก็บจุดใด ยืนยันชั้นหรือช่องที่นำสินค้าไปวาง
รหัสกล่องหรือพาเลต เป็นหน่วยสินค้าที่จัดกลุ่มไว้หน่วยใด ติดตามการเคลื่อนย้ายทั้งหน่วย
ล็อตหรือหมายเลขประจำชิ้น เป็นสินค้ากลุ่มใดหรือชิ้นใด ตรวจสอบย้อนกลับและควบคุมการหยิบ
รหัสเอกสารหรืองาน กำลังดำเนินการตามรายการใด เรียกใบรับสินค้าหรืองานหยิบ

ในระบบมาตรฐาน GS1 รหัส SSCC หรือ Serial Shipping Container Code ใช้ระบุหน่วยโลจิสติกส์ เช่น พาเลต กล่อง หรือพัสดุ ช่วยเชื่อมหน่วยสินค้าที่เคลื่อนย้ายจริงเข้ากับข้อมูลในระบบ

ทั้งนี้ รหัสหน่วยโลจิสติกส์ไม่ได้บอกสินค้าทั้งหมดที่อยู่ภายในด้วยตัวมันเอง ระบบต้องมีข้อมูลเชื่อมโยงว่ากล่องหรือพาเลตนั้นบรรจุสินค้าอะไร จำนวนเท่าไร และเป็นล็อตใด จึงจะเรียกข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ได้

1. การรับเข้า หรือ Inbound: ยืนยันสินค้าตั้งแต่เข้าคลัง

การรับเข้าเป็นจุดเริ่มต้นของความถูกต้อง หากบันทึกรายการหรือจำนวนผิดตั้งแต่แรก ความคลาดเคลื่อนอาจส่งต่อไปยังการจัดเก็บ การหยิบ และยอดคงเหลือภายหลัง

ก่อนสินค้ามาถึง ระบบอาจมีข้อมูลใบสั่งซื้อหรือข้อมูลแจ้งส่งสินค้าล่วงหน้าอยู่แล้ว พนักงานจึงสามารถเรียกรายการที่คาดว่าจะได้รับมาเปรียบเทียบกับสินค้าจริง

ขั้นตอนรับเข้าสินค้าด้วยบาร์โค้ด

กระบวนการตัวอย่างอาจเป็นดังนี้

1. เปิดงานรับเข้าที่สัมพันธ์กับใบสั่งซื้อหรือเอกสารส่งสินค้า

2. สแกนรหัสสินค้าหรือรหัสหน่วยโลจิสติกส์

3. ตรวจว่ารายการตรงกับเอกสารที่กำลังรับหรือไม่

4. ตรวจนับและยืนยันจำนวน พร้อมหน่วยรับเข้า

5. บันทึกล็อต วันหมดอายุ หรือหมายเลขประจำชิ้น หากงานต้องติดตามข้อมูลเหล่านี้

6. ระบุสถานะสินค้าและพื้นที่รับเข้าก่อนส่งต่อไปจัดเก็บ

แนวทางด้านการตรวจสอบย้อนกลับของ GS1 ยกตัวอย่างการสแกน SSCC บนพาเลตที่รับเข้ามา แล้วเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้ล่วงหน้า รวมถึงการบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างรหัสสินค้า ล็อต และรหัสพาเลต

ตัวอย่างการใช้งานจริง

สมมติว่าคลังสั่งสินค้า 20 กล่อง กล่องละ 12 ชิ้น รวม 240 ชิ้น เมื่อสินค้ามาถึง พนักงานสแกนรหัสกล่องและยืนยันจำนวนที่ได้รับ

หากระบบตั้งค่าหน่วยบรรจุไว้ถูกต้อง การรับ 20 กล่องสามารถสัมพันธ์กับยอด 240 ชิ้นได้ แต่หากข้อมูลหน่วยผิด ระบบอาจบันทึกเป็นเพียง 20 ชิ้น หรือแปลงจำนวนผิด แม้จะสแกนรหัสได้สำเร็จก็ตาม

กรณีที่พบกล่องชำรุดหรือได้รับสินค้าไม่ครบ ควรบันทึกตามสภาพจริง พร้อมแยกสถานะหรือพื้นที่พักสินค้าให้ชัดเจน ไม่ควรยืนยันรับครบตามเอกสารเพื่อให้จบงานก่อน แล้วค่อยตามแก้ภายหลัง

บาร์โค้ดช่วยระบุรายการและลดการพิมพ์รหัส แต่ไม่ได้ตรวจนับสิ่งของภายในกล่องหรือประเมินสภาพสินค้าแทนพนักงานโดยอัตโนมัติ

2. การจัดเก็บ หรือ Put-away: เชื่อมสินค้าเข้ากับตำแหน่งจริง

หลังรับเข้า สินค้าต้องถูกนำไปวางในตำแหน่งที่เหมาะสม หากมีการบันทึกเพียงว่าสินค้าเข้าคลังแล้ว แต่ไม่รู้ว่าอยู่ชั้นไหน พนักงานก็ยังต้องเดินค้นหาเมื่อมีคำสั่งซื้อ

Put-away คือกระบวนการนำสินค้าจากพื้นที่รับเข้าหรือพื้นที่พัก ไปยังตำแหน่งจัดเก็บ โดย WMS ที่รองรับสามารถแนะนำหรือกำหนดตำแหน่งตามกฎของคลังได้

เงื่อนไขที่ใช้พิจารณาอาจรวมถึงพื้นที่ว่าง ประเภทสินค้า ความจุของช่องจัดเก็บ น้ำหนัก เงื่อนไขอุณหภูมิ และนโยบายการแยกล็อต ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยข้อมูลและการตั้งค่าที่เหมาะสม

สแกนสินค้าและสแกนตำแหน่งเพื่อยืนยันการวาง

ตัวอย่างขั้นตอนทำงานคือ พนักงานรับงานจัดเก็บจากอุปกรณ์พกพา สแกนสินค้าหรือพาเลตที่กำลังเคลื่อนย้าย แล้วนำไปยังตำแหน่งที่ระบบกำหนด เมื่อถึงจุดหมายจึงสแกนบาร์โค้ดตำแหน่งและยืนยันจำนวนที่นำไปวาง

การยืนยันตำแหน่งช่วยให้โปรแกรมตรวจสอบได้ว่าพนักงานกำลังดำเนินงานกับจุดจัดเก็บที่ถูกต้อง ตัวอย่างเอกสาร Microsoft Dynamics 365 อธิบายความสามารถในการกำหนดให้ผู้ใช้อุปกรณ์พกพายืนยันตำแหน่งระหว่างทำงานในคลัง

อย่างไรก็ตาม ระบบจะช่วยป้องกันการวางผิดได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่ามีการบังคับยืนยันหรือไม่ และเมื่อพบรหัสไม่ตรง โปรแกรมเตือนหรือหยุดงานอย่างไร

ตัวอย่างการใช้งานจริง

ระบบกำหนดให้พาเลตหนึ่งไปอยู่ตำแหน่ง A-02-03 แต่พนักงานสแกนตำแหน่ง A-02-04 หากเปิดใช้การตรวจสอบไว้ ระบบอาจแจ้งให้กลับไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องก่อนยืนยันงาน

เมื่อจัดเก็บเสร็จ ข้อมูลจึงเชื่อมได้ว่าพาเลตนี้อยู่ที่ใด มีสินค้ารายการใด และมีจำนวนเท่าไร พนักงานคนอื่นสามารถใช้ข้อมูลเดียวกันทำงานต่อได้ โดยไม่ต้องสอบถามผู้ที่นำสินค้าไปเก็บ

ส่วนการย้ายสินค้าภายหลังควรทำผ่านงานย้ายตำแหน่งด้วย หากพนักงานย้ายของจริงแต่ไม่บันทึก ระบบก็จะยังแสดงตำแหน่งเดิม ทำให้ประโยชน์ของการสแกนตอนจัดเก็บลดลง

3. การหยิบ หรือ Picking: ตรวจรายการให้ตรงก่อนส่งต่อ

Picking คือการนำสินค้าออกจากตำแหน่งจัดเก็บตามงานที่ได้รับ เช่น คำสั่งขาย ใบเบิก หรือคำสั่งโอนสินค้า จุดนี้มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะสินค้าหน้าตาคล้ายกัน หลายขนาด หรือหลายรุ่น

เมื่อ WMS รับคำสั่งและจัดสรรสินค้าแล้ว ระบบสามารถสร้างงานหยิบให้พนักงาน โดยระบุตำแหน่ง รายการ จำนวน และข้อมูลล็อตหรือหมายเลขประจำชิ้นตามที่ต้องควบคุม

หากระบบรองรับ อาจใช้กฎ FIFO (First In, First Out) เพื่อพิจารณาสินค้าที่เข้าก่อน หรือ FEFO (First Expired, First Out) เพื่อพิจารณาสินค้าที่หมดอายุก่อน แต่ผลลัพธ์ยังต้องอยู่ภายใต้สถานะสินค้า เงื่อนไขคำสั่งซื้อ และข้อมูลที่บันทึกไว้

ขั้นตอนหยิบสินค้าด้วยบาร์โค้ด

พนักงานเริ่มจากเปิดงานบนอุปกรณ์พกพา เดินไปยังตำแหน่งที่ระบุ แล้วสแกนยืนยันตำแหน่งและสินค้า จากนั้นตรวจจำนวนและยืนยันข้อมูลเพิ่มเติมตามขั้นตอนของคลัง

บางระบบสามารถกำหนดให้สแกนยืนยันสินค้าแต่ละชิ้นได้ ขณะที่บางงานใช้การสแกนหนึ่งครั้งแล้วกรอกจำนวน หรือหยิบทั้งกล่องและทั้งพาเลต วิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะสินค้าและระดับการควบคุมที่ต้องการ ไม่ใช่ทุกคลังต้องสแกนทีละชิ้นเหมือนกันทั้งหมด

ตัวอย่างการใช้งานจริง

คำสั่งซื้อระบุเสื้อสีดำขนาด M จำนวน 5 ตัว แต่ตำแหน่งใกล้กันมีเสื้อสีดำขนาด L วางอยู่ หากสินค้าแต่ละตัวเลือกมีรหัสแยกชัดเจน และเปิดใช้การตรวจยืนยันสินค้า การสแกนรุ่นผิดจะช่วยให้ระบบตรวจพบความไม่ตรงกันก่อนส่งต่อไปแพ็ก

แต่หากเสื้อสองขนาดใช้บาร์โค้ดเดียวกันโดยไม่มีวิธีแยกในระบบ การสแกนก็ไม่สามารถช่วยแยกความแตกต่างที่ไม่ได้บันทึกไว้ได้ การจัดรหัสและข้อมูลสินค้าให้ถูกต้องจึงเป็นพื้นฐานสำคัญ

หากหยิบสินค้าไม่ครบ ควรบันทึกข้อยกเว้นตามจริง เช่น ของไม่อยู่ในตำแหน่ง สินค้าชำรุด หรือจำนวนจริงน้อยกว่ายอดระบบ เพื่อให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบต่อ แทนการยืนยันครบทั้งที่ยังหยิบไม่ครบ

หยิบแล้วไม่ได้หมายความว่าจัดส่งแล้วเสมอไป

เมื่อยืนยันหยิบ สินค้าอาจถูกย้ายจากชั้นจัดเก็บไปยังพื้นที่แพ็กหรือพื้นที่รอส่ง โดยยังอยู่ในคลังและยังไม่ได้ยืนยันการจัดส่ง

จึงควรแยกให้ชัดระหว่างยอดคงเหลือ ยอดพร้อมใช้ ยอดที่จองไว้ และยอดที่หยิบแล้ว การปรับยอดแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบและจุดที่ยืนยันรายการ ไม่ควรสมมติว่าการสแกนหยิบทุกครั้งเท่ากับตัดสินค้าออกจากองค์กรทันที

ข้อมูลแต่ละขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างไร?

ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงการทำงานของสินค้าหนึ่งรายการ โดยสมมติว่าระบบรองรับการติดตามล็อตและตำแหน่ง

ขั้นตอน สิ่งที่พนักงานยืนยัน ข้อมูลที่ระบบนำไปใช้ต่อ
รับเข้า สินค้า 240 ชิ้น ล็อตหนึ่ง อยู่พื้นที่รับเข้า จำนวนและสถานะสินค้าที่รับจริง
จัดเก็บ ย้าย 240 ชิ้นไปยัง A-02-03 ตำแหน่งจัดเก็บของสินค้าและล็อต
สร้างงานหยิบ จัดสรร 24 ชิ้นให้คำสั่งซื้อ รายการและตำแหน่งที่ต้องไปหยิบ
ยืนยันหยิบ หยิบ 24 ชิ้นไปพื้นที่แพ็ก สินค้าที่เหลือบนชั้นและสินค้าที่รอแพ็ก
ยืนยันส่ง ส่งสินค้าตามรายการที่ตรวจแล้ว สถานะส่งออกและข้อมูลอ้างอิงการจัดส่ง

หัวใจของกระบวนการนี้คือการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสินค้า จำนวน ตำแหน่ง และสถานะให้ต่อเนื่อง เมื่อเกิดปัญหาจึงสามารถไล่ดูได้ว่าสินค้าผ่านขั้นตอนใดมาแล้ว และควรตรวจสอบจุดไหนต่อ

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนใช้ WMS ร่วมกับบาร์โค้ด

จัดข้อมูลสินค้าและหน่วยบรรจุให้ถูกต้อง

ควรกำหนดรหัสสินค้า ตัวเลือกสินค้า หน่วยชิ้น กล่อง และพาเลตให้ชัด รวมถึงวิธีแปลงจำนวนระหว่างหน่วย หากต้องติดตามล็อตหรือหมายเลขประจำชิ้น ต้องกำหนดตั้งแต่ต้นว่าจะบันทึกและตรวจยืนยันเมื่อใด

กำหนดรหัสตำแหน่งให้เป็นระบบ

ชั้นและช่องจัดเก็บควรมีรหัสไม่ซ้ำ ป้ายมองเห็นง่ายและอยู่ใกล้ตำแหน่งจริง การออกแบบรหัสที่เข้าใจง่ายช่วยให้พนักงานเดินงานได้สะดวกควบคู่กับการสแกน

เลือกฉลากและอุปกรณ์จากสภาพใช้งาน

ฉลากบนชั้นสูง ฉลากพาเลต และฉลากสินค้าขนาดเล็กอาจต้องใช้รูปแบบต่างกัน ควรทดลองอ่านในระยะจริง พร้อมพิจารณาแสง พื้นผิว ฝุ่น ความชื้น และความทนทานของวัสดุ

กำหนดการตรวจสอบและวิธีจัดการข้อผิดพลาด

ต้องระบุว่าจุดใดบังคับสแกน ใครมีสิทธิ์แก้จำนวน และเมื่อพบของไม่ตรงต้องทำอย่างไร รวมถึงเตรียมขั้นตอนสำหรับฉลากเสีย ระบบขัดข้อง และสินค้าที่ไม่มีรหัส

ตรวจการเชื่อมต่อกับระบบอื่น

ข้อมูลคำสั่งซื้อและยอดสินค้าอาจต้องแลกเปลี่ยนกับ ERP หรือระบบขาย ควรตรวจว่ามีการส่งข้อมูลเมื่อใด จัดการรายการซ้ำอย่างไร และติดตามรายการที่ส่งไม่สำเร็จได้หรือไม่ การสแกนที่อุปกรณ์สำเร็จไม่ได้ยืนยันว่าทุกระบบปลายทางได้รับข้อมูลแล้ว

ประเมินผลจากงานจริงหลังเริ่มใช้งาน

หลังนำระบบมาใช้ ควรติดตามทั้งความถูกต้องและเวลาการทำงาน เช่น เวลาตั้งแต่รับสินค้าจนพร้อมหยิบ จำนวนรายการวางผิดตำแหน่ง อัตราหยิบผิด และส่วนต่างระหว่างยอดตรวจนับกับยอดระบบ

หากข้อมูลยังคลาดเคลื่อน ควรตรวจว่าสินค้ามีการเคลื่อนย้ายโดยไม่บันทึกหรือไม่ ขั้นตอนใดถูกข้าม และหน่วยบรรจุตั้งค่าถูกต้องหรือเปล่า ก่อนสรุปว่าอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ไม่เหมาะสม

การเริ่มจากพื้นที่นำร่องช่วยให้เห็นปัญหาเหล่านี้ก่อนขยายทั้งคลัง โดยควรทดลองทั้งงานปกติและงานที่มีข้อยกเว้น เช่น รับไม่ครบ หยิบไม่พบ แยกพาเลต และเปลี่ยนตำแหน่งระหว่างวัน

WMS และบาร์โค้ดช่วยให้คลังทำงานต่อเนื่องได้อย่างไร?

WMS ช่วยกำหนดงานและจัดการข้อมูล ส่วนบาร์โค้ดช่วยให้พนักงานระบุสินค้าและตำแหน่งได้สะดวก เมื่อนำมาใช้ร่วมกับข้อมูลที่ถูกต้องและขั้นตอนที่ชัดเจน การรับเข้า การจัดเก็บ และการหยิบจึงเชื่อมต่อกันได้อย่างเป็นระบบ

ธุรกิจที่กำลังวางระบบควรเริ่มจากปัญหาที่ต้องการแก้ เช่น รับของผิดหน่วย ค้นหาสินค้านาน หรือหยิบผิดรุ่น แล้วนำตัวอย่างฉลาก สินค้า และขั้นตอนจริงมาประเมินร่วมกัน เพื่อเลือกทั้งซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ และวิธีทำงานให้สอดคล้องกัน